วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

งานแปล นิยายเรื่อง White Death




งานแปล นิยายเรื่อง White Death
บทที่ 1

ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าเรือนจำ คุกมีขนาดใหญ่ เป็นอาคารสกปรกในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ผู้หญิงคนนั้นร้อนร้อนมากและเธอไม่ชอบเสียงดังจากรถยนต์ทั้งหมดบนในถนน เธอเป็นชาวอังกฤษและเธอไม่ชอบประเทศร้อนหรือเสียงดังมาก เธอเป็นคนที่สูงประมาณห้าสิบปีที่มีตาสีฟ้าและใบหน้ายาว ใบหน้าของเธอเป็นสีแดงและเธอดูเหนื่อยและโกรธ
เธอเคาะที่ประตูคุก เป็นเวลานานไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นหน้าต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเปิดประตูและผู้ชายคนหนึ่งที่มองออกไปที่เธอ
"ใช่ สิ่งที่คุณต้องการ”
“ฉันต้องการที่จะเห็นลูกสาวของฉัน มันเป็นสิ่งสำคัญมาก”
“ชื่อ”
 "แอนนา ฮาร์แลนด์"
นั่นคือชื่อหรือชื่อลูกสาวของคุณใช่หรือไม่?"
 ชื่อลูกสาวของฉันคือ ซาร่าห์ ฮาร์แลนด์
"คุณไม่สามารถเข้าเยี่ยมเธอในวันนี้ กลับมาในวันพุธ”
“ไม่ ฉันมาจากประเทศอังกฤษเพื่อที่จะพบเธอในวันนี้ มันเป็นสิ่งสำคัญมาก เธอจะไปศาลในวันพรุ่งนี้ ได้โปรดให้ฉันพบกับเธอในตอนนี้!"
“รอสักครู่”
หน้าต่างเล็กปิด แต่ประตูไม่ได้เปิด ผู้หญิงคนนั้นรออยู่หน้าประตูเป็นเวลานาน ผู้คนจำนวนมากบนถนนมองไปที่เธอ หนึ่งหรือสองชายหนุ่มหัวเราะ แต่เธอก็ไม่ได้ย้ายไปไหน เธอยังยืนอยู่ที่นั่นบนถนนที่ร้อนหน้าคุกและรอคอย

First : Learning log (7th August, 2015)





Learning log
First : (7th August, 2015)

English learning- conscious การรู้ตัว
English acquisition – subconcious จิตใต้สำนึก
ESL= English as a second language เป็นการสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง
EFL = English as an international language การสอนภาษาอังกฤษเพื่อเป็นภาษาต่างชาติ
I+1= Comprehension Input
นักเรียน
ครูต้องรู้ความรู้เดิมของนักเรียน background  Knowledge
“ no one size fits all “ไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เหมาะสมพอดีสำหรับทุกคน แต่ละคนมีจุดของความเหมาะสมและความแตกต่างกัน
CEFR (common European framework of reference for  language)
เป็นการกำหนดมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็น 6 ระดับคือ C1,C2,B2,B1,A2และA1
เราต้องรู้จักตนเอง (self awareness)
Input -> process -> output -> outcome-> product เราต้องคำนึงถึงoutcome เพราะเป็นสิ่งที่จะบอกเราได้ว่าสิ่งที่ทำนั้นบรรจุเป้าหมายหรือไม่
การแปลที่ดีต้อง สั้น กระชับ รัดกุม ได้ความหมาย


Learning log (29th October, 2015 – 30th October, 2015 )





Learning Log
29 October – 30 October 2015
สิ่งที่เรียนรู้จากการอบรม “เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทักษะ”

                ความท้าทายด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับชีวิตในศตวรรษ 21 เป็นเรื่องสำคัญของกระแสปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดำรงชีพของสังคมอย่างทั่วถึง ครูจะต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญที่สุดคือทักษะการเรียนรู้ (Learning skill) ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดในศตวรรษที่ 21 นี้มีความรู้ความสามารถและทักษะจำเป็น ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนตลอดจนการเรียนความพร้อมด้านต่างๆ
                ครูเป็นบุคคลหลักของการปฏิรูปการเรียนรู้ ดังนั้นครูจะต้องเป็นผู้มีทักษะที่เรียกว่า “ทักษะของครูมืออาชีพ” เป็นทักษะที่เน้นการสร้างหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้เด็กๆเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยทำงานเป็นกลุ่มเน้นภาวะผู้นำและผู้ตาม ตลอดจนสอนให้เด็กๆสร้างนวัตกรรมด้วยการทำโครงงานหรือทำวิจัยพื้นฐาน และครูก็ทำวิจัยพัฒนาการเรียนรู้ด้วย ทักษะเพื่อการเป็นครูมืออาชีพตามพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ ทักษะ5c เป็นทักษะที่สำคัญที่ได้จากการวิเคราะห์สิ่งที่ครูต้องปฏิบัติและพึงมีตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 ในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษาทักษะ 5c เป็นทักษะที่ครูควรได้รับการพัฒนาเพื่อการเป็นครูมืออาชีพ ซึ่งได้แก่ทักษะดังต่อไปนี้ ทักษะ c1 : curriculum development skills, ทักษะ c2 : Child – centered approach skills, ทักษะ c3 : Classroom innovation implementation, ทักษะ c4 : classroom authentic assessment และทักษะ c5 : classroom action research ซึ่งทักษะ 5c นี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จของการปฏิรูปห้องเรียนและโรงเรียน
                ในศตวรรษที่ 21 การจัดการกระบวนการเรียนรู้ จึงพยายามเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้บรรยายมาเป็นครูร่วมกันออกแบบกิจกรรมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ (Pedegogy) ให้นักเรียนใช้เป็นเครื่องมือไปเรียนรู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกและเสนอแนะเครื่องมือการเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านวิธีการต่างๆโดยเฉพาะผ่าน Technology ให้เข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง นำความรู้ที่ได้มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในห้องเรียกกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ว่า Active Learning ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student – centered) และ ปรับเปลี่ยนการเรียนเปลี่ยนวิธีการสอนจาก Passive Learning เป็นกระบวนการเรียนรู้โดยการอ่านฟังบรรยาย โดยยึดเนื้อหา (content Based) จากหนังสือและตำราซึ่งเป็นรูปแบบที่ครูในประเทศไทยคุ้นเคยและใช้กันมาก ครูจะพยายามบรรยายและบอกทุกสิ่งทุกอย่างในตำราหรือหนังสือให้นักเรียนจดบันทึกแล้วนำไปใช้สอบวัดเก็บเป็นคะแนนความรู้

การศึกษานอกห้องเรียน : ( 20th October, 2015)





การศึกษานอกห้องเรียน
( 20th  October, 2015)
การฟัง

ทักษะการฟังเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ไม่น้อยไปกว่าทักษะการสื่อสารด้านอื่นๆ เช่นทักษะการพูด การอ่าน และการเขียน ฯลฯ ทักษะการฟังที่ดีนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต เนื่องจากเป็นพื้นฐานที่สำคัญของทักษะการเข้าสังคม เพราะจะสามารถลดความเข้าใจผิด ความขัดแย้งในการปฏิสัมพันธ์กับคน นอกจากนี้การพัฒนาทักษะการฟังส่งผลต่อการพัฒนาในด้านสติปัญญา ในแง่ของการใช้ความคิดในการจับประเด็น ฝึกความจำ และฝึกฝนการจดจ่อแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่ผ่านมาพบว่า คนในสังคมไทยจำนวนมากมองว่าทักษะการฟังเป็นเรื่องที่สามารถพัฒนาขึ้นได้เองตามธรรมชาติจึงไม่ต้องดิ้นรนไปฝึกฝนเท่ากับการสื่อสารด้านอื่นๆ จึงมักจะละเลยการฝึกฝนทักษะด้านการฟังนี้ให้กับเด็กไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเทียบกับทักษะในด้านการพูด การอ่าน การเขียน ที่ครูให้น้ำหนักความสำคัญในการฝึกฝนผู้เรียน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วทักษะการฟังเป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเช่นเดียวกับทักษะอื่นๆ การฟังเป็นทักษะทางภาษาที่ต้องใช้มากว่าทักษะอื่นๆในแต่ละวันเป็นทักษะที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะคนเราเริ่มใช้ภาษาโดยการฟังก่อน การฟังจึงเป็นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดการพูด อ่าน เขียน ตามมา เป็นบ่อเกิดสำคัญของความรู้ การที่จะพัฒนาทักษะการฟังได้ ควรจะฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าวให้เป็นอุปนิสัยประจำตัว ดังนั้นดิฉันจึงคิดที่จะพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษโดยการฝึกฟังเพลง ดูภาพยนตร์ต่างประเทศ และดูข่าวต่างประเทศในระหว่างวันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2558
วันที่ 21 ตุลาคม 2558 ดิฉันได้พัฒนาทักษะการฟัง โดยการฝึกฟังเพลงภาษาอังกฤษจาก http://www.youtube.com/watch?v=fwk7ggA3-bU  โดยดิฉันฟังเพลง One More Night ของ Maroon 5 โดยเพลงนี้เป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน ฟังแล้วเพลิดเพลิน โดยในการฟังครั้งแรก ดิฉันจะฟังเพลงที่เป็นวิดีโอโดยมีเนื้อหาเพลงประกอบอยู่ด้านล่าง โดยดิฉันฟังอยู่ 5 รอบ และตอนสุดท้ายดิฉันจะฟังพร้อมออกเสียงตามไปพร้อมๆกับเพลง 5 รอบ เพื่อเป็นการทบทวนว่าดิฉันจำเนื้อเพลงได้มากแค่ไหน โดยจากการที่ดิฉันได้ฟังเพลงนั้นดิฉันสามารถจำเนื้อเพลงได้บางส่วนแต่ไม่หมด โดยดิฉันสามารถแปลได้คร่าวๆว่าเนื้อเพลงของเพลง One More Night ของ Maroon 5 มีเนื้อเกี่ยวกับคู่รักที่ระหองระแหงกัน จนถึงจุดที่คิดว่าไปต่อกันไม่ได้แล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่ง(ฝ่ายชาย) กลับตัดใจไม่ได้ ตัดใจไม่ขาดในการที่จะปล่อยให้ฝ่ายหญิงที่จะเดินจากไป เขาอยากอ้อนวอนให้เธออย่าเพิ่งไป อยู่กับเขาต่อได้ไหม แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดไปขออยู่ด้วยอีกคืนได้ไหม แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเดินจากไป จากการที่ดิฉันได้พัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยการฝึกฟังเพลงภาษาอังกฤษทำให้ดิฉันมีทักษะในการฟังที่ดีขึ้น

Learning log (20th October , 2015)





Learning Log 
(20th October , 2015)

ในภาษาอังกฤษ clause เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะในชีวิตประจำวันของเรานั้นมักจะใช้ clause อยู่บ่อยๆ ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะไม่รู้ว่าเรากำลังใช้ clause อยู่ ซึ่ง clause หรืออนุประโยคต่างๆ หมายถึงกลุ่มคำที่ประกอบด้วยประธานและกริยา ซึ่ง clause จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Independent clause ซึ่งก็คือ ประโยคอิสระมีความหมายและมีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง และ Dependent clause คืออนุประโยคที่ไม่อิสระไม่มีความหมายในตัวมันเอง ซึ่ง Independent clause จะประกอบขึ้นด้วยประธานและกริยาอย่างละตัว  รวมทั้งยังต้องสื่อความคิดที่สมบูรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นประโยคได้ ในการใช้ clause ในแต่ละครั้งควรจะต้องคำนึงถึงว่า clause เป็นกลุ่มคำที่มีประธานและกริยาแต่มีใจความที่ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง แต่ไม่สามารถอยู่โดยลำพังได้ ต้องอาศัยใจความจากประโยคหลักมาช่วย หรืออีกนัยหนึ่ง clause ก็คือประโยคที่ซ่อนอยู่ประโยคนั่นเอง clause อาจใช้เสมือนเป็น noun, adjective หรือ adverb ก็ได้ ซึ่งในชีวิตประจำวันนั้นเราก็ต่างพบและใช้ clause อยู่เป็นประจำ

การศึกษานอกชั้นเรียน : (13th October,2015)





การศึกษานอกชั้นเรียน
 13th October,2015
การฟัง

การฟังมีความสำคัญมากต่อการติดต่อสื่อสารของมนุษย์ในชีวิตประจำวัน ดังจะเห็นว่ามนุษย์ใช้เวลาไปกับการฟังมากที่สุดหากเปรียบเทียบกับการพูด การอ่านและการเขียน จอห์น ดับบลิว เคล์ทเนอร์ พบว่า ผู้ที่สื่อสารนั้น มีอัตราส่วนของการใช้ทักษะทางภาษา คือ ใช้เวลาในการฟัง 42% การพูด 32% การอ่าน 15% และการเขียน 11% ซึ่งทำให้เห็นว่า การฟังมีความสำคัญในการกำหนดความล้มเหลวหรือความสำเร็จของการสื่อสารอย่างมาก   การฟังทำให้ได้รับความรู้ เพราะการฟังเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ เช่น การฟังบรรยายของอาจารย์ในชั้นเรียน   การฟังทำให้รู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ทำให้รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของคนและสังคม   การฟังช่วยพัฒนาทักษะการพูดให้มีประสิทธิภาพได้ กล่าวคือ การฟังช่วยให้ผู้ฟังได้เรียนรู้วิธีการพูด เนื้อหาสาระของสาร วิธีการนำเสนอสาร ซึ่งสามารถนามาปรับใช้กับวิธีการพูดของตน ทำให้เกิดความมั่นใจขณะพูด ซึ่งทำให้การพูดของผู้ฟังมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   การฟังเป็นทักษะการรับสารที่สำคัญและใช้กันมาก ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ และถือเป็นทักษะแรกที่ต้องมีการสอน เพราะผู้พูดต้องฟังให้เข้าใจก่อน จึงจะมีความสามารถในการพูด  การฟังภาษาอังกฤษถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด และพัฒนายากที่สุด  ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของคนไทยส่วนใหญ่ รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดของการเรียนภาษาอังกฤษ ของคนไทย ดิฉันก็มีปัญหาเรื่องทักษะการฟังเช่นกัน ดังนั้นดิฉันจึงคิดที่จะพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยจะฝึกตั้งแต่วันที่  13 – 19 ตุลาคม 2558

การศึกษานอกชั้นเรียน : ( 6th October,2015 )





การศึกษานอกชั้นเรียน : (6th October,2015)
6 October 2015
การเขียน

การเขียนเป็นระบบการสื่อสาร หรือบันทึกถ่ายทอดภาษาเพื่อแสดงออกเพื่อความรู้ ความคิด ความรู้สึก และอารมณ์โดยใช้ตัวหนังสือและเครื่องหมายต่างๆเป็นสื่อ ดังนั้นการเขียนจึงเป็นทักษะการใช้ภาษาแทนคำพูดที่สามารถสื่อความหมายให้เป็นหลักฐานปรากฏได้นานกว่าการพูด การเขียนที่เป็นเรื่องราวเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจตรงตามความมุ่งหมายของผู้เขียนนั้น จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับว่าผู้เขียนมีทักษะในการใช้ภาษาเขียนได้ดีเพียงใด ทักษะการใช้ภาษาเขียน ต้องอาศัยพื้นฐานความรู้จากการฟัง การพูด และการอ่าน เพราะจากพื้นฐานดังกล่าว จะทำให้มีความรู้ มีข้อมูล และมีประสบการณ์เพียงพอที่จะให้เกิดความคิด ความสามารถในการเรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดออกมาสื่อ สารกับผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นดิฉันจึงคิดที่จะพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยการฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นการเพิ่มพูน ทักษะการเขียนให้แก่ตัวดิฉัน ในระหว่างวันที่  6 12 ตุลาคม 2558
                วันที่ 6 ตุลาคม 2558 ดิฉันได้ฝึกทักษะการเขียนโดยการเขียนประโยค If Clauses หรือ Conditional Sentences ประเภทที่ 1 ใช้สำหรับพูดถึงความจริงทั่วไป โดยใช้ present simple ในอนุประโยคทั้งสองประโยค If + present simple, …. present simple. (คนไทยมักจะเขียนว่า If + subject + V1, subject + V1) โดยดิฉันได้ฝึกเขียนประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวันเช่น If I have enough money, I will go to Japan.    I won’t go outside if the weather is hot.    If I have time, I will help you.  If you eat too much, you will get fat      If water is heated , it boils.   If students don’t study , they usually fail.   I sing if I am happy.   If you throw a stone into water, it sinks.  I cannot understand you if you speak Chinese.   Plants grow quickly if you water them.  If you touch a fire, you get burned. •              People die if they don’t eat.  •       You get water if you mix hydrogen and oxygen. •  If babies are hungry, they cry. If water reaches100 degrees, it boils. จากการที่ได้ฝึกทักษะการเขียนประโยคเกี่ยวกับ If Clauses หรือ Conditional Sentences ประเภทที่ 1นี้ทำให้ดิฉันได้ความรู้เกี่ยวกับการสมมติถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคต ที่แสดงเงื่อนไขที่น่าจะเป็นไปได้ (possible condition) มากยิ่งขึ้นซึ่งก็ทำให้อันสามารถแต่งประโยคได้หลากหลายยิ่งขึ้น