วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Seventh : Learning log (6th October,2015)





Learning  log  (6th  October,2015)

Noun Clause

ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น ต่างก็มีการฟัง, พูด, อ่าน และเขียน ซึ่งในการฟัง, พูด, อ่าน และเขียน แต่ละครั้งนั้นก็ย่อมที่จะมี Clause นั่นก็คือประโยต (Sentence) หลายประโยครวมกันอยู่ คือถ้าอยู่ตามลำพังจะเป็น Sentence  ถ้ารวมกันอยู่จึงจะเป็น Clause ส่วน Sentence  คือ ข้อความที่พูดออกมาแล้วได้ความหมายสมบูรณ์  ฟังรู้เรื่องซึ่งส่วนมากจะมีประธาน (Subject) และกริยา(Verb)มาด้วยกันเสมอ  หรืออาจจะเป็นคำคำเดียวก็ได้ ถ้าฟังกันรู้เรื่อง โดยเฉพาะประโยคคำสั่งที่มักจะเป็นคำกริยาคำเดียว ซึ่ง Sentence จะแบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ Simple Sentence, Compound Sentence, Complex Sentence และ Compound Complex Sentence ซึ่ง Complex Sentence นั้นจะประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยค โดย 2 ประโยคนี้มีความสำคัญไม่เท่ากัน นั่นคือประโยคหลัก Main Clause (มุขยประโยค) ที่มีใจความสมบูรณ์ และประโยครอง Subordinate Clause(อนุประโยค) ที่ต้องอาศัยประโยค Main Clause จึงจะได้ใจความสมบูรณ์ ซึ่ง clause ที่ดิฉันได้จะศึกษาในครั้งนี้ คือ  Noun Clause ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน Subordinate Clause ซึ่ง Noun Clause นี้สามารถพบเจอบ่อยในชีวิตประจำวัน
1) Noun clause แปลว่า “นามานุประโยค” หมายความว่า ประโยคทั้งประโยคนั้นถูกนำมาใช้เสมือนกับเป็นคำนามคำหนึ่ง วิธีที่จะสังเกตว่า clause ใดเป็น Noun clause นั้นให้สังเกตดังนี้ คือ
                1. Noun Clause มักจะขึ้นต้นประโยคของมันด้วย that ซึ่งแปลว่า “จะ” และ หรือ
                2. Noun Clause มักจะขึ้นต้นประโยคด้วยถ้อยคำที่แสดงคำถามคือ how, what, which, where, when, why, who, whose, whom เช่น
                I don’t know how he didn’t.
                ผมไม่รู้ว่าเขาทำมันได้อย่างไร
                He said that he know you.
                เขาพูดว่าเขารู้จักคุณ
                What do you want is in the bag.
                สิ่งที่คุณต้องการอยู่ในถุงนี้แล้ว

การเรียนรู้นอกห้องเรียน : (29st September,2015)





การเรียนรู้นอกห้องเรียน : (29st  September,2015)

การฝึกทักษะการพูด

            ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญต่อการเรียนภาษาต่างประเทศ เพราะการอ่านเป็นการแปลความหมายของตัวอักษรที่อ่านออกมาเป็นความรู้ ความคิด และเกิดความเข้าใจในเรื่องที่อ่านตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อความหมาย ผู้ที่มีทักษะการอ่านที่ดีจะสามารถนำความรู้ ความคิด หรือสาระจากเรื่องราวที่อ่านไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ การอ่านมีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะการอ่านเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาบุคคลช่วยให้เกิดความงอกงามทางสติปัญญาและมีส่วนผลักดันให้สังคมเจริญก้าวหน้าไปได้เร็วขึ้น การอ่านทำให้คนฉลาด รู้จักคิดและมีโลกทัศน์ที่กว้าง  ยิ่งในปัจจุบัน ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความก้าวไกลเป็นยุคที่ข่าวสารไร้พรมแดน มีความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายที่จะช่วยให้การดำรงชีวิตของมนุษย์มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทักษะการอ่านเป็นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นกิจกรรมที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการอ่านจะได้ดีหรือไม่ ช้าหรือเร็วก็ย่อมมีผลมาจากการปฏิบัติ ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นดิฉันจึงจะพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยการฝึกอ่านบทความภาษาอังกฤษจากอินเทอร์เน็ต นิตยสาร ระหว่างวันที่ 29 กันยายน - 5  ตุลาคม 2558เพื่อให้มีทักษะการอ่านที่ดีขึ้น
                วันที่ 29 กันยายน 2558 ดิฉันได้พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยการฝึกอ่านภาษาอังกฤษ จากข่าวสารในอินเทอร์เน็ต จาก http://www1.voanews.com/…/…/Indonesian-E-Waste-85035327.html โดยข่าวที่ดิฉันอ่านจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ประเทศต่างๆได้ผลิตสินค้าประเภทเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นเหตุทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเป็นเงาตามตัว โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาตินำรายงานฉบับหนึ่งออกเผยแพร่ซึ่งเตือนถึง อันตราย อันเกิดจากการที่ปริมาณของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มมากขึ้นตามประเทศที่ กำลังพัฒนา ที่มักจะเกิดจากมีคนนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาโยนทิ้งไว้ อันก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของชาวบ้านเป็นอย่างมาก  จากการอ่านข่าวครั้งนี้มีคำศัพท์ที่ฉันไม่ทราบความหมายได้แก่คำว่า released ปลดปล่อย, dumped คลังเก็บอาวุธ, hazard ความอันตราย จากการฝึกทักษะการอ่านครั้งนี้ทำให้ดิฉันมีทักษะในการอ่านมากยิ่งขึ้น และทำให้ดิฉันมีความรู้เรื่องข่าวสารและคำศัพท์ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น

การศึกษานอกห้องเรียน : ( 22nd September, 2558)





การศึกษานอกห้องเรียน : ( 22nd  September, 2558)

การฝึกทักษะการฟัง

ปัจจุบันภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลก การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการติดต่อสื่อสารเพื่อการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อประกอบอาชีพ และสามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศและประชากรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันและอนาคต การเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้ได้ผลนั้นผู้เรียนจำเป็นต้องมีการฝึกพูด เพื่อให้การสื่อสารภาษาอังกฤษสัมฤทธิ์ผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจและมีความต้องการพัฒนาทักษะการพูดของตนเองตามสถานการณ์หรือตัวกำหนดที่ได้รับมอบหมายได้อย่างเหมาะสม ทักษะการพูดนับว่าเป็นทักษะหนึ่งที่จำเป็นมาก ขอเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน แม่จำเป็นที่สุดในการเรียนภาษาต่างประเทศ หน้าจากการพูดเป็นการถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก ให้ผู้ฟังได้รับรู้และเข้าใจจุดหมายของผู้พูดเพื่อการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจได้ ดังนั้นดิฉันจึงจะพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการฝึกพูดภาษาอังกฤษตั้งแต่วันที่ 22 - 28 กันยายน 2558
วันที่ 22 กันยายน 2558 ที่ฉันได้พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการฝึกการออกเสียงหนักเบาในพยางค์ (stress) เพราะการออกเสียงเน้นหนักเบาเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา เพราะถ้าออกเสียงหนักผิดพยางค์ ก็อาจทำให้การสื่อสารเกิดความผิดพลาดได้ โดยฉันฝึกการออกเสียงจาก wangtongnoon.blospot.com โดยที่ฉันได้ฝึกออกเสียงหนักเบาในคำ(word stress)  ในคำที่มีฉันยังออกเสียงผิดตำแหน่งเช่นคำว่า affirmative, philosopher, development, significant, drugstore, run out of, suspicious, accomplish, associate, appreciate, abandonment และ tedious  จากการที่ดิฉันค่ายฝึกพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ โดยการฝึกออกเสียงหนักเบาในคำ ( word stress) นั้นทำให้ดิฉันมีทักษะในการพูดที่ดีมากยิ่งขึ้น เพราะปัญหาเรื่องการออกเสียงหนักเบาผิดที่นั้นเป็นปัญหาสำหรับดิฉันมาก บางครั้งดิฉันพูดไปแล้วคนที่ฟังนั้นงงไม่เข้าใจสิ่งที่ดิฉันพูด แต่หลังจากการฝึกการออกเสียงหนักเบาในคำแล้ว ก็ทำให้ดิฉันมีความมั่นใจในการพูดมากขึ้น

Sixth : Learning log ( 22 nd September , 2015 )





Learning  log (22 ndSeptember , 2015)

If clauses หรือ Conditional Sentences

If clause  หรือ Conditional sentences  คือประโยคที่มีข้อความแสดงเงื่อนไข (condition) การสมมุติ ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยครวมกันและเชื่อม conjunction "if" แสดงเงื่อนไข ประโยคที่นำหน้าด้วย if  แสดงเงื่อนไข เราเรียกว่า if clause   ถือว่าเป็น dependent clause เป็นข้อความที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะจบประโยคได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคืออยู่ตามลำพังไม่ได้   ต้องมีอีกส่วนหนึ่งรองรับ ส่วนประโยคที่แสดงผลเงื่อนไขนั้น เรียกว่า main clause  ซึ่งถือว่าเป็น independent clause เป็นข้อความที่สมบูรณ์สามารถอยู่ได้โดยอิสระไม่ต้องมีข้อความอื่นมาเกาะเกี่ยวเหมือนกับ if clause ซึ่ง Conditional sentences หรือ If clause   สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ ชนิดที่ 1 เป็นการสมมติถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคต แสดงเงื่อนไขที่น่าจะเป็นไปได้ ชนิดที่ 2 เป็นการสมมติในปัจจุบันที่บอกความสงสัย (doubt) แสดงเงื่อนไขที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ และชนิดที่ 3 เป็นการสมมติในอดีต แสดงเงื่อนไขที่ไม่อาจเป็นไปได้เลย และตรงกันข้ามกับความเป็นจริงในอดีต ซึ่ง Conditional sentences จะขึ้นประโยคด้วย If clause   หรือ Main clause  ก็ได้
ประโยค IF-CLAUSES ชนิดที่ 1 : IF-CLAUSE — TYPE ONE
If + Present Simple , + Present Simple
ประโยค IF-CLAUSES ชนิดที่ 1ใช้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (natural laws) ทางด้านวิทยาศาสตร์หรือการกระทำที่เป็นนิสัยของแต่ละบุคคล (habitual actions) เช่น
If water is heated , it boils.
If ice is heated , it melts.
If a metal is heated , it expands.
If it is fine , Jim usually walks to school.
If you hurt dogs , they bite you..
If students don’t study , they usually(sometimes, often, generally) fail.

การเรียนรู้นอกห้องเรียน (15th September, 2015)





การเรียนรู้นอกห้องเรียน  (15th  September, 2015)

การฝึกทักษะการเขียน

ประเทศไทยได้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศมายาวนาน รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาของการพัฒนาความสามารถทางภาษาของคนไทย จึงพยายามที่จะปรับปรุงให้มีการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถทางภาษาในระดับที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ แต่ผลการเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนในระดับต่าง ๆ ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทักษะฟัง - พูด การสื่อสารในชีวิตประจำวันนั้นถือว่า การฟังเป็นทักษะการรับสารที่สำคัญและใช้กันมาก ซึ่งทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ และถือเป็นทักษะแรกที่ต้องมีการสอน เพราะผู้พูดต้องฟังให้เข้าใจก่อน จึงจะมีความสามารถในการพูด       ทักษะทางภาษาของผู้เรียนภาษาที่สอง คือ อันดับแรกทักษะการฟัง อันดับที่สองทักษะการพูด หลังจากนั้นก็เป็นทักษะการอ่านและการเขียน  การฟังภาษาอังกฤษถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด และพัฒนายากที่สุด  ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของคนไทยส่วนใหญ่ รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดของการเรียนภาษาอังกฤษ ของคนไทย ดิฉันก็มีปัญหาเรื่องทักษะการฟังเช่นกัน ดังนั้นดิฉันจึงคิดที่จะพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยจะฝึกตั้งแต่วันที่ 15 – 21 กันยายน 2558
                วันที่ 15 กันยายน 2558 ดิฉันได้พัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยการฝึกฟังเพลงภาษาอังกฤษจากhttps://www.youtube.com/watch?v=L0MK7qz13bU โดยดิฉันเลือกฟังเพลง Let It Go ของ Demi Lovatoโดยเพลงนี้เป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน ฟังแล้วเพลิดเพลิน โดยในการฟังครั้งแรกดิฉันจะฟังเพลงจากเพลงที่เป็นวิดีโอโดยมีเนื้อเพลงประกอบอยู่ด้านล่าง  โดยดิฉันจะฝึกฟังอยู่ 3 รอบ หลังจากนั้นดิฉันจะฟังพร้อมออกเสียงตามไปพร้อมกับเพลง 3 รอบ และสุดท้ายดิฉันจะฟังเพลงเป็นแบบ MP3 โดยไม่มีเนื้อเพลงประกอบอยู่ 3 รอบเพื่อเป็นการทบทวนว่าดิฉันจำเนื้อเพลงได้มากแค่ไหน โดยดิฉันนั้นก็สามารถจำเนื้อเพลงได้บางส่วนแต่ก็ไม่หมด จากการที่ดิฉันได้ฟังเพลง Let It Go ดิฉันสามารถแปลได้คร่าวๆว่า เนื้อหาในเพลง Let It Go นี้ เป็นเพลงเกี่ยวกับ ผู้หญิงคนหนึ่งต้องการลืมสิ่งๆหนึ่งไป โดยปล่อยทิ้งไป ไม่ต้องทนหิมะมากมายส่องประกายสีขาวบนภูเขาในยามกลางคืน ไม่มีรอยเท้าแม้แต่รอยเดียวปรากฏให้เห็น ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นราชินีในอาณาจักรอันโดดเดี่ยวนี้ กระแสลมกรรโชกแรงดั่งพายุโหมกระหน่ำอยู่ภายใน เธอทนรับมันไว้ไม่ไหวอีกแล้ว แม้แต่สวรรค์ยังเห็นว่าเธอได้พยายามแล้วนะ  จากการที่ดิฉันได้พัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยการฝึกฟังเพลงภาษาอังกฤษทำให้ดิฉันได้มีทักษะในการฟังที่ดียิ่งขึ้น
                วันที่ 17 กันยายน 2558 ดิฉันได้พัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยการฝึกฟังข่าวจาก
http://www.bbc.com/news/health-34283885 เรื่อง Malaria death rates see 60% fall since 2000
ของวันที่ 17 กันยายน 2558  โดยในการฝึกฟังครั้งแรกดิฉันจะฝึกโดยไม่มี Script โดยดิฉันฝึกฟังอยู่ 5รอบ ต่อมาดิฉันก็ได้ฝึกฟังโดยมี Script 5 รอบ โดยดิฉันนั้นสามารถแปลและจับใจความสำคัญของข่าวได้ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ อัตราการตายของคนที่เป็นโรคมาลาเรียซึ่งเห็นได้ว่าลดลงถึง60% นับตั้งแต่ปี 2000เป็นต้นมา โดยเนื้อเรื่องในข่าวจะเป็นรายงานโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และการกุศลยูนิเซฟได้กล่าวว่าอัตราการตายของคนที่เป็นโรคมาลาเรียได้ลดลงถึง60% ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2000 ในการฟังครั้งแรกดิฉันฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องว่าเนื้อหาในข่าวนี้เกี่ยวกับอะไร เพราะคำศัพท์บางคำเป็นคำที่ดิฉันไม่ทราบความหมาย ซึ่งเป็นความยากลำบากในการฟังสำหรับดิฉัน เพราะดิฉันมีคลังคำศัพท์ไม่มาพอก จากการที่ดิฉันได้พัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ โดยการฝึกฟังภาษาอังกฤษทำให้ดิฉันได้มีทักษะในการฟังที่ดียิ่งขึ้นและก็ทำให้ดิฉันรู้ว่าดิฉันนั้นยังต้องปรับปรุงทักษะการฟังให้ดีขึ้นกว่านี้

Fifth : Learning log (15th September, 2015)





Learning   log

(15th  September, 2015)

การพัฒนาประเทศต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาคน การพัฒนาคนเริ่มต้นที่การให้ การศึกษา เพราะเชื่อว่าการศึกษาช่วยสร้างความรู้ความคิด ทักษะเจตคติให้คนไทยรู้จักตนเองรู้จักชีวิต เข้าใจสังคมและสิ่งแวดล้อม นำความรู้ความเข้าใจมาใช้ในการแก้ปัญหา รวมทั้งสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวล้ำไปมากดังนั้นจึงจะต้องดำเนินพัฒนาการศึกษาให้ก้าวทันโลกแต่ปัจจุบันนี้เมื่อหันมามองการจัดการศึกษาไทย การศึกษาไทยกำลังมีปัญหา ซึ่งมีการทำการวิจัยออกมาหลายๆครั้งที่สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการจัดการศึกษา  การศึกษาที่มีคุณภาพสามารถเปลี่ยนแปลงคนไปในทางที่ดีกว่าเพราะการศึกษาคือความเจริญงอกงาม (Education is Growth) และทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพชีวิตคน การศึกษาสามารถจัดคนเข้าสู่อาชีพตามความถนัดและความสนใจได้ การศึกษาสร้างคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ทันต่อเหตุการณ์ และแก้ปัญหาสังคม ประเทศและโลกได้ สิ่งที่สำคัญที่จะสามารถทำให้การจัดการศึกษามีคุณภาพคือ การบูรณาการทางการศึกษา  คุณภาพของครูไทยในยุคอาเซียน และ
                การบูรณาการทางการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการจัดการศึกษา ต้องมีการส่งเสริมการผลิตสื่อ และการคัดกรองหนังสือเรียนที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งการส่งเสริมให้มีการเปิดโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น ส่งเสริมโรงเรียน English Program (โรงเรียน EP) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ (Enrichment Class) เพื่อให้ผู้เรียนที่มีศักยภาพทางภาษาอังกฤษสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารทางสังคม (Social Interaction) และด้านวิชาการ (Academic Literacy)  และพัฒนาห้องเรียนสนทนาภาษาอังกฤษ (Conversation Class) ที่เน้นทักษะการฟังและการพูด การจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการระหว่างการสอนแบบนิรนัยและแบบอุปนัยที่จะทำให้การเรียนการสอนในห้องเรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
                การเรียนการสอนที่ดีจะต้องมีการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เป็นศูนย์กลางของการจัดการเรียนรู้ การบูรณาการเรียนการสอนระหว่างวิธีสอนแบบนิรนัย (Deductive Method)และวิธีสอนแบบอุปนัย ( Inductive Method ) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้แบบนิรนัย(Deductive  Method) กระบวนการที่ผู้สอนจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎ  ทฤษฎี  หลักเกณฑ์  ข้อเท็จจริงหรือข้อสรุปตามวัตถุประสงค์ในบทเรียน  จากนั้นจึงให้ตัวอย่างหลายๆตัวอย่าง  หรืออาจให้ผู้เรียนฝึกการนำทฤษฎี  หลักการ  หลักเกณฑ์  กฎหรือข้อสรุปไปใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย   หรืออาจเป็นลักษณะให้ผู้เรียนหาหลักฐานเหตุผลมาพิสูจน์ยืนยันทฤษฎี  กฎหรือข้อสรุปเหล่านั้น  การจัดการเรียนรู้แบบนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเป็นคนที่มีเหตุผล  ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ  และมีความเข้าใจในกฎเกณฑ์  ทฤษฎี  ข้อสรุปเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง การสอนแบบนี้  เป็นการสอนจากทฤษฎีหรือกฎไปสูตัวอย่างที่เป็นรายละเอียด ส่วนวิธีสอนแบบอุปนัย ( Inductive Method )ก็เป็นวิธีการสอนที่จำเป็นต่อการเรียนรู้

การฝึกทักษะการเขียน (การศึกษานอกห้องเรียน : 8st September,2015)





การศึกษานอกห้องเรียน( 8th September,2015)

การฝึกทักษะการเขียน

การเขียนเป็นการสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้ด้วยข้อความเป็นลายลักษณ์อักษร มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดความคิดของผู้ส่งสาร คือจากผู้เขียนไปสู่ผู้รับสารคือผู้อ่าน การพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ ทักษะการเขียน (writing Skill) ในภาษาอังกฤษสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะปัจจุบันเป็นยุคที่ภาษาอังกฤษกำลังเฟื่องฟู มีการใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกมุมโลก หากผู้เรียนภาษาอังกฤษมีข้อมูลเกี่ยวกับคำศัพท์ vocabulary, หลักภาษา (Grammar ) และเนื้อหา (content) อย่างเพียงพอก็จะเป็นแนวทางหลวงให้สามารถคิดและเขียนได้ดี การฝึกทักษะการเขียนจะเป็นการฝึกอย่างเป็นระบบ ต้องคิดและพิจารณา และมีการร่างก่อนที่จะลงมือเขียนจริง การฝึกทักษะการเขียนเป็นสิ่งที่ต้องฝึกเขียนเป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ใช่ฝึกครั้งเดียวจะสามารถเขียนได้ ดังนั้นดิฉันจึงคิดที่จะพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยการฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นการเพิ่มพูน ทักษะการเขียนให้แก่ตัวดิฉัน ในระหว่างวันที่ 8-14 กันยายน 2558                
วันที่ 8 กันยายน 2558 ดิฉันได้ฝึกทักษะการเขียน ประโยคที่ใช้ Presents Perfect Tense ซึ่งมีโครงสร้างคือ Subject +have, has +verb3 เพราะประโยคที่มี Presents Perfect Tense  นั้นดิฉันจะพบบ่อยในชีวิตประจำวัน  โดย Presents Perfect Tense  จะใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเหตุการณ์นั้นยังคงต่อเนื่องมาถึงเวลาปัจจุบัน ดิฉันได้ฝึกเขียนประโยคที่มี Adverbs  เหล่านี้คือ since  (ตั้งแต่), for  (เป็นเวลา), so far (จนถึงบัดนี้,ขณะนี้), up to now (จนกระทั่งบัดนี้) จากการที่ได้ฝึกทักษะการเขียนประโยคเกี่ยวกับ Presents Perfect Tense นี้ทำให้ดิฉันได้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตและเหตุการณ์นั้นยังคงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันมากยิ่งขึ้นซึ่งก็ทำให้อันสามารถแต่งประโยคได้หลากหลายยิ่งขึ้น ในครั้งต่อไปนี้ฉันจะฝึกออกเสียงการเขียนเรื่อง Past Simple  Tense
วันที่ 9 กันยายน 2558 ดิฉันได้ฝึกทักษะการเขียนโดยการฝึกเขียนประโยค  Past Simple  Tense ซึ่งมีโครงสร้าง คือ subject  + v2 ดิฉันได้ใช้ประโยค Past Simple  Tenseในการเล่าถึงเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตและจบลงไปแล้วในอดีต ไม่มีผลต่อเนื่องของเหตุการณ์นั้นมาถึงปัจจุบัน ดิฉันได้ฝึกเขียนประโยค Past Simple  Tense โดยใช้คำเช่นเคย ago, once, yesterday, กลุ่มคำ เช่นเคย last night, last week, last year, yesterday morning และ อนุประโยคเช่น When I live in..........., When he was young  เป็นต้น จากการที่ดิฉันได้ฝึกทักษะการเขียนประโยคที่เป็น Past Simple  Tense ทำให้ดิฉันได้มีความรู้เกี่ยวกับการเขียนประโยคที่เกิดขึ้นในอดีตและสิ้นสุดลงไปแล้วในอดีตมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถทำให้ดิฉันเขียนประโยคได้ดีถูกต้องมากขึ้น ในครั้งต่อไปดีฉันจะฝึกทักษะการเขียนเรื่อง Past  Perfect Tense