วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การฝึกทักษะการเขียน (การศึกษานอกห้องเรียน : 8st September,2015)





การศึกษานอกห้องเรียน( 8th September,2015)

การฝึกทักษะการเขียน

การเขียนเป็นการสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้ด้วยข้อความเป็นลายลักษณ์อักษร มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดความคิดของผู้ส่งสาร คือจากผู้เขียนไปสู่ผู้รับสารคือผู้อ่าน การพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ ทักษะการเขียน (writing Skill) ในภาษาอังกฤษสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะปัจจุบันเป็นยุคที่ภาษาอังกฤษกำลังเฟื่องฟู มีการใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกมุมโลก หากผู้เรียนภาษาอังกฤษมีข้อมูลเกี่ยวกับคำศัพท์ vocabulary, หลักภาษา (Grammar ) และเนื้อหา (content) อย่างเพียงพอก็จะเป็นแนวทางหลวงให้สามารถคิดและเขียนได้ดี การฝึกทักษะการเขียนจะเป็นการฝึกอย่างเป็นระบบ ต้องคิดและพิจารณา และมีการร่างก่อนที่จะลงมือเขียนจริง การฝึกทักษะการเขียนเป็นสิ่งที่ต้องฝึกเขียนเป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ใช่ฝึกครั้งเดียวจะสามารถเขียนได้ ดังนั้นดิฉันจึงคิดที่จะพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยการฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นการเพิ่มพูน ทักษะการเขียนให้แก่ตัวดิฉัน ในระหว่างวันที่ 8-14 กันยายน 2558                
วันที่ 8 กันยายน 2558 ดิฉันได้ฝึกทักษะการเขียน ประโยคที่ใช้ Presents Perfect Tense ซึ่งมีโครงสร้างคือ Subject +have, has +verb3 เพราะประโยคที่มี Presents Perfect Tense  นั้นดิฉันจะพบบ่อยในชีวิตประจำวัน  โดย Presents Perfect Tense  จะใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเหตุการณ์นั้นยังคงต่อเนื่องมาถึงเวลาปัจจุบัน ดิฉันได้ฝึกเขียนประโยคที่มี Adverbs  เหล่านี้คือ since  (ตั้งแต่), for  (เป็นเวลา), so far (จนถึงบัดนี้,ขณะนี้), up to now (จนกระทั่งบัดนี้) จากการที่ได้ฝึกทักษะการเขียนประโยคเกี่ยวกับ Presents Perfect Tense นี้ทำให้ดิฉันได้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตและเหตุการณ์นั้นยังคงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันมากยิ่งขึ้นซึ่งก็ทำให้อันสามารถแต่งประโยคได้หลากหลายยิ่งขึ้น ในครั้งต่อไปนี้ฉันจะฝึกออกเสียงการเขียนเรื่อง Past Simple  Tense
วันที่ 9 กันยายน 2558 ดิฉันได้ฝึกทักษะการเขียนโดยการฝึกเขียนประโยค  Past Simple  Tense ซึ่งมีโครงสร้าง คือ subject  + v2 ดิฉันได้ใช้ประโยค Past Simple  Tenseในการเล่าถึงเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตและจบลงไปแล้วในอดีต ไม่มีผลต่อเนื่องของเหตุการณ์นั้นมาถึงปัจจุบัน ดิฉันได้ฝึกเขียนประโยค Past Simple  Tense โดยใช้คำเช่นเคย ago, once, yesterday, กลุ่มคำ เช่นเคย last night, last week, last year, yesterday morning และ อนุประโยคเช่น When I live in..........., When he was young  เป็นต้น จากการที่ดิฉันได้ฝึกทักษะการเขียนประโยคที่เป็น Past Simple  Tense ทำให้ดิฉันได้มีความรู้เกี่ยวกับการเขียนประโยคที่เกิดขึ้นในอดีตและสิ้นสุดลงไปแล้วในอดีตมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถทำให้ดิฉันเขียนประโยคได้ดีถูกต้องมากขึ้น ในครั้งต่อไปดีฉันจะฝึกทักษะการเขียนเรื่อง Past  Perfect Tense

Learning log( 1st September,2015)





Learning log( 1st September,2015)

การฝึกทักษะการอ่าน

            ทักษะการอ่าน (Reading skill)  มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ การอ่านทำให้ได้รู้ข่าวสาร การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง  ทำให้เป็นคนทันสมัยทันต่อเหตุการณ์  การที่ประเทศที่จะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชากรที่มีความรู้ความสามารถ  ซึ่งความรู้ต่างๆล้วนได้มาจากการอ่านนั่นเอง  การอ่านมีความสำคัญในการพัฒนาชีวิต เพราะการอ่านเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาบุคคล ช่วยให้เกิดความงอกงามทางสติปัญญา  การอ่านทำให้คนฉลาด รู้จักคิด และมีโลกทัศน์กว้าง  ยิ่งในปัจจุบันความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน มีความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย  การอ่านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการอ่านได้ดีหรือไม่ดี อ่านช้าหรืออ่านเร็ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ต่อการเป็นนักอ่านที่มีคุณภาพ  ดิฉันได้ฝึกพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงและอ่านจับใจความภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น โดยใช้สื่อแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษในระหว่างวันที่ 1-7  กันยายน 2558
                วันที่ 2 กันยายน 2558 ดิฉันได้พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยการฝึกการอ่านบทความสั้นๆจากhttp://www.bic.moe.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=1048:educational-policies-and-strategies&catid=38:2009-05-17-19-59-53 เรื่อง Reform the curriculum at all levels of education ซึ่งใบบทความเกี่ยวกับเนื้อหาในหลักสูตรควรมีการทบทวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาหลักที่ให้เด็กนักเรียนมีความรู้พื้นฐานการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและที่ช่วยให้พวกเขาเพื่อให้ทันกับโลกของการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนค่านิยม ค่าที่พึงประสงค์และจริยธรรมตลอดจนความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งในบทความนี้ส่วนมากจะเป็นคำศัพท์ทางวิชาการทางการศึกษา ซึ่งมีบางคำที่ดิฉันไม่ทราบความรู้ความหมายและดิฉันก็ได้นำคำศัพท์ที่ไม่รู้ความหมายมาค้นหาความหมายจาก dictionary เช่น priority (n.) การจัดลำดับความสำคัญ, desirable values ค่าที่พึงประสงค์ และ ethic (n) จริยธรรม จากการที่ดิฉันได้ฝึกทักษะการอ่านนั้นทำให้ดิฉันมีทักษะการอ่านที่ดีขึ้นและได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆด้วย
                วันที่ 4 กันยายน 2558 ดิฉันได้พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยการฝึกการอ่านข่าวจาก http://www.bangkokpost.com/learning/really-easy/408758/new-money เรื่อง Stating, Monday, you will start to see a new 500 bath banknote in Thailand โดยในบทความจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเริ่มต้นการไหลเวียนธนบัตรใหม่ในประเทศในวันที่ 11 พฤษภาคม 2557 โดยธนบัตรใหม่ขนาดเดียวกันและสีเดิมเหมือนกับกับธนบัตรเดิม แต่มันยากที่จะปลอมและยังสามารถใช้ธนบัตรเก่าได้ยัง ธนาคารคาดว่าธนบัตรใหม่ที่จะแทนที่ธนบัตรเก่าอย่างสมบูรณ์ภายในสองปี จากการที่ดิฉันได้อ่านบทความนี้ ดิฉันสามารถตีความประโยคในบทความได้บางประโยค แต่บางประโยคก็ไม่แน่ใจว่าดิฉันแปลออกมานั้นมีความหมายถูกต้องหรือไม่เพราะมีบางคำที่ดิฉันไม่ทราบความหมายของคำศัพท์ของคำๆนั้น และดิฉันก็ได้ไปหาความหมายของคำศัพท์ที่ดิฉันไม่ทราบความหมายนั้นก็ทำให้ดิฉันนั้นสามารถเข้าใจเนื้อหาในข่าวได้ถูกต้อง โดยคำศัพท์ที่ดิฉันไม่ทราบความหมายได้แก่คำว่า counterfeit ปลอมแปลง, forge ปลอมแปลง และ illegally ผิดกฎหมาย  จากการฝึกอ่านข่างครั้งนี้ทำให้ดิฉันมีความรู้เพิ่มขึ้นและมีทักษะการอ่านมากขึ้น

Fourth : (Learning log 1st September, 2015)




Fourth : Learning log ( 1st September, 2015)

การศึกษาของไทย

การศึกษาของเด็กไทยที่ผ่านมา มีความพยายามในการยกระดับมาตรฐานทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนเพื่อให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เนื่องจากในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กไทยในแต่ละปี ผลที่ออกมามักอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานแม้ประเทศไทยจะมีการทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโครงการเรียนฟรี 15 ปี รวมถึงโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับปริญญาตรี (หลักสูตรครู 5 ปี  การประเมินวิทยฐานะ ซึ่งทำให้ครูที่มีผลงานดีได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น แต่เหตุใดปัญหาการศึกษาของเด็กไทยยังมีการประเมินว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งปัญหาด้านการเรียนของเด็กไทยในปัจจุบันอาจวิเคราะห์ได้ว่ามาจากหลายประการ เช่น ปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่ยังคงล้มเหลวอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาของผู้เรียนขาดคุณธรรมจริยธรรม และปัญหาการเมืองกับการศึกษา เมื่อหลายๆปัญหามารวมกันต่างก็ทำให้การศึกษาในประเทศไทย ปัญหาเหล่านี้คือปัญหาคาราคาซังที่ส่งผลต่อประเทศชาติมาหลายยุคหลายสมัย แต่ก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดการพัฒนาในด้านที่ดีขึ้นแต่อย่างไร หนำซ้ำผู้ที่ได้รับปัญหาโดยตรงที่สุดคือเยาวชนไทยที่จะต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ยังเป็นปัญหาเหล่านี้อยู่ทุกปี
ในปัจจุบัน การศึกษาไทยนั้นตกต่ำลงอย่างมาก และยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในเร็ววันนี้ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นแทบจะกลายเป็นปัญหาคาราคาซัง ซึ่งปัญหาเหล่านี้คือปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเหล่าเด็กไทยที่เข้าเรียนในระบบการศึกษาไทย และปัญหาเหล่านี้ แทบจะเห็นกันอย่างชินชา เช่นปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาพื้นฐานตกต่ำ ในการจัดการทดสอบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Educational Test: O-Net) ในทุกๆปีนั้น ผลที่ออกมามักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันในทุกๆปี นั่นก็คือ เด็กไทยมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่เสมอๆ หรือแม้แต่การศึกษาขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economics Co-operation and Development, OECD) ที่รู้กันในชื่อของ PISA (Programme for International Students Assessment) พบว่านักเรียนไทยที่จัดได้ว่ามีความรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูงมีเพียง 1% เท่านั้นเอง ทั้งๆที่เราใช้เวลาในการเรียนการสอนมากกว่า 8 ชม. ต่อวัน และปัญหาของครูก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ
ปัญหาของครูเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญซึ่งส่งผลต่อการศึกษาในประเทศไทยเป็นอย่างมาก
ในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่คุณภาพการศึกษาสูงอันดับต้นๆในโลก วิชาชีพที่ประชาชนนิยม และให้การยอมรับนับถือมากที่สุดคือ วิชาชีพครู แต่ในประเทศไทย สังคมกลับเห็นว่าในปัจจุบันวิชาชีพนี้ ไม่เป็นที่นิยมเท่ากับการประกอบอาชีพหมอ หรือวิศวกรตามที่สังคมได้คาดหวัง ประเทศไทยมีการผลิตครูมากถึงปีละประมาณ 12,000 คน ในขณะที่อัตราการบรรจุครูใหม่ในแต่ละปีมีเพียง 3-4 พันคนเท่านั้น ซึ่งในแต่ละปี บัณฑิตครูที่จบออกมาใหม่จะมีการตกงานเบื้องต้นเกือบหนึ่งหมื่นคน แต่ในภาพรวมประเทศไทยยังนับว่าขาดแคลนครู โดยเฉพาะครูในสาขาวิชาสำคัญๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา เป็นต้น ยังพบอีกว่า ไม่มีความชัดเจนทางนโยบายในการที่จะสนับสนุนให้ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่ตรงกับเนื้อหาสาระ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเกิดแรงจูงใจให้คนเก่งมาเป็นครูเมื่อครูไม่เก่ง เด็กจะเก่งได้อย่างไร และปัญหาขาดแคลนบัณฑิตแต่บัณฑิตก็ยังตกงานก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

Fourth : Learning log ( 1st September, 2015)




Fourth : Learning log ( 1st September, 2015)

ประเภทของประโยค ( Types of sentence)

ประโยค (sentence) เกิดจากคำหลายๆคำหรือวลีที่นำมาเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบให้แต่ละคำมีความสัมพันธ์กัน มีใจความสมบูรณ์ แสดงให้รู้ว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร โดยในประโยคหนึ่งๆจะต้องมีภาคประธานซึ่งเป็นคำหรือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำ ผู้แสดงซึ่งเป็นส่วนสำคัญของประโยค ภาคประธานนี้อาจมีบทขยายซึ่งเป็นกลุ่มคำหรือคำนำมาประกอบเพื่อให้มีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น และภาคแสดงในประโยคซึ่งเป็นกลุ่มคำหรือกลุ่มคำที่ประกอบด้วยบทกริยา บทกรรมหรือส่วนเติมเต็ม โดยบทกริยาทำหน้าที่เป็นตัวกระทำหรือตัวแสดงของภาคประธาน บทกรรมทำหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำ ส่วนเติมเต็มทำหน้าที่เสริมใจความประโยคให้สมบูรณ์ โดยแบ่งประโยคได้ 4 ชนิดคือ ประโยคความเดียว, ประโยคความรวม, ประโยคความซ้อน และประโยคความผสม ซึ่งแต่ละประเภทของประโยคนั้นต่างก็เป็นสิ่งสำคัญในการฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ
ประโยคความเดียว (simple sentence) เป็นกลุ่มคำหรือข้อความที่พูดออกไปแล้วมีใจความเดียว มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีประโยคอื่นมาเกิดร่วมด้วย คือมี ประธาน (subject) ตัวเดียว และ กริยา (verb) ตัวเดียว เช่น
                My son does his exercises every day. ลูกชายของผมทำแบบฝึกหัดทุกๆวัน
Having finished his dinner, he went to read in the sitting-room.
เมื่อเสร็จจากอาหารค่ำแล้ว เขาก็ไปอ่านหนังสือในห้องรับแขก (ประโยค  Having finished his dinner, he went to read in the sitting-room.  (ถึงจะมี Verb หลายตัว แต่ก็ยังจัดว่าเป็น Simple Sentence อยู่ เพราะถึงแม้จะมี Verb หลายตัวแต่ก็เป็น Finite Verb (กริยาแท้) เพียงตัวเดียวเท่านั้นคือ went นอกนั้นเป็น Non-Finite Verb (กริยาไม่แท้) ทั้งสิ้น กล่าวคือhaving finished เป็น Participle, to read เป็น Infinitive และ sitting เป็น Gerund เพราะฉะนั้นประโยคนี้จึงถือว่าเป็น Simple Sentence)
Simple Sentence ยังแบ่งออกเป็นประโยคย่อยได้อีก 5 รูป ดังนี้คือ
1.ประโยคบอกเล่า (Declarative Sentence) เช่น
I live in Lumpang. ผมอยู่ลำปาง
He will be back here in few minutes.เขาจะกลับมาที่นี่ภายใน 2-3 นาทีนี้แล้ว
2.ประโยคปฎิเสธ (Negative Sentence) เช่น
I don't live in Ayuttaya. ผมไม่ได้อยู่อยุธยา
He isn't able to speak Japanese fluently. เขาไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี
3.ประโยคคำถาม (Interrogative Sentence) เช่น
Were you born in Bangkok ? คุณเกิดที่กรุงเทพหรือไม่ ?
Does he own this house ?  เขาเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้หรือ ?
4.ประโยคขอร้อง (Imperative Sentence) เช่น
Please open the window. กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อย
Be quiet in the library. จงเงียบเมื่ออยู่ในห้องสมุด
5.ประโยคอุทาน (Exclamatory Sentence) เช่น
There gone the bus !  รถเมล์ไปที่นั่นแล้ว
How cold it is !   อากาศหนาวอะไรอย่างนี้

การศึกษานอกห้องเรียน (วันที่ 25สิงหาคม พ.ศ.2558)





การศึกษานอกห้องเรียน (วันที่ 25สิงหาคม พ.ศ.2558)

การฝึกทักษะทักษะการฟัง

ทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด และพัฒนายากที่สุด ดังนั้นการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากที่สุด ที่ต้องได้รับการพัฒนาก่อนเป็นอันดับแรกการฟังภาษาอังกฤษเป็นปัญหาของคนไทยส่วนใหญ่ รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดของการเรียนภาษาของคนไทย หากเราลองนึกดูว่าภาษาไทยที่เราพูด อ่าน เขียนได้ในปัจจุบันนั้น มีพื้นฐานจากการฟัง ฟังจนเข้าใจในสิ่งที่เราได้รับฟังมาแล้ว เลียนเสียงนั้นจนพูดได้ หลังจากนั้นจึงเริ่มการเขียน แล้วจึงตามมาด้วยการอ่าน เช่นเดียวกัน หากเราได้ฟังภาษาอังกฤษหลายๆรอบ บ่อยๆ ซ้ำๆ จนจำขึ้นใจแล้ว เราจะพบว่า เราสามารถฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องและเข้าใจโดยอัตโนมัติ นอกจากนั้นยังสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีด้วย ดังนั้นดิฉันจึงคิดที่จะพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการเรียนภาษาอังกฤษ โดยดิฉันจะฝึกภาษาอังกฤษโดยการฝึกภาษาจากเพลง จากภาพยนตร์ จาก Youtube เป็นต้น เพื่อที่จะพัฒนาตนเองให้มีทักษะการฟังที่ดีขึ้นในระหว่างวันที่ 25 – 31 สิงหาคม 2558
วันที่ 25 สิงหาคม 2558 ดิฉันได้พัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษด้วยการฟังเพลงใน www.youtube.com โดยดิฉันเลือกเพลงของ Westlife ชื่อเพลง My love (with Lyrics) มาฝึกทักษะการฟังของดิฉัน โดยดิฉันจะฝึกอย่างน้อยที่สุดวันละ 30 นาที เพื่อให้ชินกับสำเนียงภาษา ในตอนแรกๆดิฉันฟังไม่ออก รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่พอได้ฟังหลายๆรอบก็เริ่มชิน โดยดิฉันจะฟังซ้ำๆหลายๆรอบติดๆกัน โดยเพลงที่ฟังดิฉันจะเลือกเพลงที่มีเนื้อเพลงประกอบมาด้วย หลังจากที่ดิฉันได้ฟังเพลงหลายๆรอบซ้ำไปซ้ำมาแล้ว หลังจากนั้นดิฉันก็ฟังเพลงไปพร้อมกับการร้องเพลงตามไปด้วย ดิฉันจะฝึกร้องเพลงหลายๆรอบเพื่อที่จะคุ้นเคยกับภาษาในเพลง และก็เป็นการฝึกการเลียนแบบการออกเสียงให้เหมือนกับเจ้าของภาษา จากการที่ดิฉันได้ฟังเพลงภาษาอังกฤษซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ทำให้ดิฉันมีทักษะการฟังที่ดีขึ้น ในวันต่อไปดิฉันจะพัฒนาทักษะการฟังโดยการดูภาพยนตร์
วันที่ 26 สิงหาคม 2558 ดิฉันได้พัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษด้วยการดูภาพยนตร์ใน www.youtube.com โดยดิฉันโหลดภาพยนตร์จาก www.youtube.com มาไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของดิฉันเพื่อมาพัฒนาทักษะการฟัง ดิฉันเลือกที่จะดูภาพยนตร์เรื่อง NCIS โดยเรื่องที่ดิฉันดูจะมี subtitle ประกอบอยู่ด้วย เพื่อที่จะสามารถดูภาพยนตร์ได้เข้าใจยิ่งขึ้น โดยขณะที่ฟังนั้นดิฉันก็จะสังเกตลักษณะการอกเสียงไปด้วย จากการฝึกทักษะการฟังจากการดูภาพยนตร์ทำให้ดิฉันได้รับความรู้เรื่อง จังหวะในการพูด (rhythm) การขึ้นเสียงสูงต่ำ (intonation) การเน้นคำ (stress) ว่าเขาเน้นพยางค์ไหน และพยางค์ไหนในคำนั้นแทบจะไม่ได้ยินว่าเขาออกเสียง(weakform) และการสังเกตว่าคำไหนบ้างในประโยคที่ออกเสียงเน้น การออกเสียงของคำที่อยู่ใกล้(connected speech) การดูภาพยนตร์ทำให้ดิฉันมีทักษะการฟังที่ดียิ่งขึ้น ในวันต่อไปดิฉันจะฝึกทักษะการฟังด้วยการฟังข่าวภาษาอังกฤษ
วันที่ 27 สิงหาคม 2558 ดิฉันได้ฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษโดยการฟังข่าวสารเป็นภาษาอังกฤษจาก www.bbc.com โดยดิฉันเลือกที่จะฟังข่าวเกี่ยวกับ weather ดิฉันเลือกฟังข่าวเรื่อง Hurricane katrina-10 year on ดิฉันฝึกฟังซ้ำๆหลายๆรอบ ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อที่จะพยายามทำความเข้าใจเนื้อหาในข่าว และหลังจากดิฉันฟังข่าวพร้อมกับดู script ไปพร้อมๆกัน การฟังข่าวเป็นภาษาอังกฤษจากภาษาต่างประเทศช่วยให้ดิฉันได้ฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษได้อีกหนึ่งทางเลือก ที่นอกเหนือจากการดูหนัง ฟังเพลง โดยการฟังข่าวต่างประเทสนอกจากทำให้เราได้ฝึกการฟังซึ่งจะทำให้คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษแล้ว ดิฉันยังได้รู้ถึงข่าวสารใหม่ๆที่อัพเดตทุกๆวัน ซึ่ง BBC เป็นสำนักข่าวที่มีความน่าเชื่อถือ และเว็บของ BBCมีคอลัมน์ฝึกภาษาอังกฤษฟรีมากมาย ดิฉันเลือก BBC เพราะเว็บ BBC เหมาะสำหรับคนที่ต้องการฝึกภาษสำเนียงอังกฤษ ซึ่งตรงกับความต้องการที่จะพัฒนาทักษะการฟังของดิฉัน ในวันต่อไปดิฉันจะฝึก?กษะการฟังด้วยการฝึกฟังการแยกเสียงภาษาที่คล้ายกัน

การศึกษานอกห้องเรียน (18 สิงหาคม พ.ศ.2558)




             การศึกษานอกห้องเรียน (18 สิงหาคม พ.ศ.2558)             
                           
การฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษ

ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เป็นทักษะการใช้ภาษาทักษะหนึ่งที่ถูกจัดลำดับเป็นทักษะที่ลองในทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง4ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมซึ่งกันละกัน การพูดเป็นการถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจและความรู้สึกให้ผู้ฟังได้รับรู้ และเข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้พูดในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศทักษะการพูดนับว่าเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นเพราะผู้ที่พูดได้ย่อมสามารถฟังผู้อื่นได้เข้าใจและจะช่วยให้การอ่านการเขียนง่ายขึ้นทักษะการพูดภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่ทุกคนมุ่งหวังที่จะให้ประสบความสบความสำเร็จเพราะการเรียนภาษาใดๆก็ตามหากสามารถสื่อสารด้วยการพูดสนทนาในชีวิตประจำวันได้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์ทางภาษานั้นๆได้อย่างแท้จริงทักษะการพูดเป็นทักษะพื้นฐานในการรับข้อมูลและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝนอย่างเพียงพอเพื่อให้สามารถสื่อความหมายได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมก่อนดังนั้นดิฉันจึงคิดจะฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษของตนเองให้พัฒนาดีขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 18-24 สิงหาคม 2558
                             วันที่ 18 สิงหาคม 2558  ดิฉันได้ฝึกพูดภาษาอังกฤษผ่านเว็ปไซด์ http://thai.langhub.com/beginner-english ดิฉันได้เรียนและฝึกพูดเกี่ยวภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยว โดยบทเรียนนี้นำเสนอตัวอย่างบทสนทนาภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆในในชีวิตประจำวันบทสนทนาภาษาอังกฤษในร้านอาหาร บทสนทนาภาษาอังกฤษเครื่องบิน บทสนทนาภาษาอังกฤษภายในโรงแรม รวมถึงการออกชื่อประเทศในทวีปต่างโดยดิฉันสามารถฝึกทักษะการฟังและฝึกพูดภาษาได้ด้วยตนเองซึ่งการพูดเกี่ยวกับภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยวนี้ ทำให้ดิฉันมีความมั่นใจในการสนทนาภาษาอังกฤษมากขึ้นเมื่อการเดินทางไปยังสถานการที่ที่มีนักท่อเที่ยว ในวันพรุ่งนี้ดิฉันจะฝึกออกเสียง minimal pair
                         วันที่ 19 สิงหาคม 2558 ดิฉันได้ฝึกออกเสียง minimal pair ผ่านเว็ปไซด์ www.youtube.com โดยเรียนเรื่อง60 minimal pair (English pronunciation practice) ดิฉันได้ฝึกออกเสียง minimal pair เพราะ minimal pairs คือคู่ของคำหรือวลีของคำหรือวลีในภาษาต่างด้านองค์ประกอบคำเพียงลักษณะเดียวโดยความรู้เรื่อง minimal pair ช่วยให้ดิฉันได้ออกเสียงหรือพยัญชนะหรือสระภาษาอังกฤษได้ถูกต้องทำให้ดิฉันได้เข้าใจเวลาฟังภาษาต่างประเทศ แยกได้ว่าที่เราได้ยินเสียงอะไร ความหมายคืออะไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อดิฉันสึกหรับการฝึกพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆและเป็นการเตรียมความพร้อมกับตนเอง ในวันพรุ่งนี้ดิฉันจะฝึกออกเสียงต่ำ

Learning Log Third (18th August ,2015 )




Learning log
Third : (18th August, 2015)

Tense


   เมื่อพูดถึงเรื่อง Tense แล้ว นักเรียน นิสิต นักศึกษาหรือผู้ที่สนใจภาษาอังกฤษ โดนทั่วไปมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่คือหัวใจของภาษาอังกฤษ” เพราะในชีวิตประจำวัน เราจะต้องพูดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่เราจะพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษได้ดีนั้น เราจะต้องรู้ว่า เราจะใช้รูปกริยาใดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต(past events) เราจะใช้รูปกริยาใดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (present events) เราจะใช้รูปกริยาใดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต (future events) อย่าลืมว่าเราเรียนภาษาอังกฤษในฐานะที่เป็นภาษาต่างประเทศ (foreign language) หรือภาษาที่สอง (second language) ดังนั้นเราจะต้องรู้ว่ารูปกริยาที่ใช้ในภาษาอังกฤษนั้นไม่ตายตัวเหมือนภาษาไทย ภาษาไทยมีรูปกริยาที่ตายตัวทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เช่น ไป มา ทำ เห็น กิน เป็นต้น ซึ่งเราก็ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่ว่าจะยากอะไร ถ้าเราเข้าใจหลักการใช้ Tense ทั้ง 12 ชนิดดี ถ้าผู้เรียนทำความเข้าใจในแต่ละ Tense ให้ดี ก็จะสามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนเจ้าของภาษาเลยทีเดียว อย่าท่องเพราะถ้าท่องจำแล้วจะลืมง่ายตาถ้าเข้าใจแล้วจะไม่มีวันลืม ซึ่งทุกคนนำไปใช้อย่างได้ผล

Tense แบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ ได้แก่
1)            Present Tense = ปัจจุบันกาล (รูปกริยาที่เป็นปัจจุบัน)
2)            Past Tense = อดีตกาล (รูปกริยาที่เป็นอดีต)
3)            Future Tense = อนาคตกาล (รูปกริยาที่เป็นอนาคต)
Tense แต่ละชนิดแบ่งออกเป็น  4 Tense ย่อย รวมเป็น 12 Tense ได้แก่
1) Present Tense
                1.1 Present  Simple = ปัจจุบันธรรมดาหรือปัจจุบันง่ายๆ
                1.2 Present Continuous /Progressive = ปัจจุบันกำลังกระทำ
                1.3 Present Perfect = ปัจจุบันสมบูรณ์
                1.4 Present Perfect Continuous / Progressive = ปัจจุบันสมบูรณ์กำลังกระทำ
2) Past Tense
                2.1 Past Simple = อดีตธรรมดาหรืออดีตง่ายๆ
                2.2 Past Continuous /Progressive = อดีตกำลังกระทำ
                2.3 Past Perfect = อดีตสมบูรณ์
                2.4 Past Perfect Continuous / Progressive = อดีตสมบูรณ์กำลังกระทำ
3) Future Tense
                3.1 Future Simple = อนาคตธรรมดาหรืออนาคตง่ายๆ
                3.2 Future Continuous /Progressive = อนาคตกำลังกระทำ
                3.3 Future Perfect = อนาคตสมบูรณ์
                3.4 Future Perfect Continuous / Progressive = อนาคตสมบูรณ์กำลังกระทำ